Trending Tags

ทิม เคฮิลล์ นักเตะที่ดีที่สุดคนหนึ่งของทีมชาติ ออสเตรเลีย และ เอฟเวอร์ตัน

ทิม เคฮิลล์ นักเตะแนวรุกที่ดีที่สุดคนหนึ่งของทีมชาติ ออสเตรเลีย และของ เอฟเวอร์ตัน มีชื่อเต็มว่า ทิโมที ฟิลิกา “ทิม” เคฮิลล์ เกิดเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม ค.ศ. 1979 ที่ซิดนีย์ มีเชื้อสายไอริช เล่นในตำแหน่งกองกลาง “ได้รับฉายาว่า เจ้าเวหาแห่งเมืองจิ้งโจ้”

เคฮิลล์ ได้รับการสนับสนุนให้เล่นฟุตบอลตั้งแต่ยังเป็นเด็ก แม้ว่าเขาจะเติบโตมาในครอบครัวเล่นรักบี้ที่มีขนาดใหญ่ก็ตาม ถึงอย่างนั้นทิมก็สนใจ ฟุตบอลมากกว่า

ในวัย 16 ปี เคฮิลล์ ได้นั่งคุยกับทางครอบครัวและทางพ่อและแม่ของเขาเห็นความจริงจังของลูกชาย จึงตกลงส่งเขาไปเรียนที่อังกฤษพร้อมเอาดีในเรื่องฟุตบอลตามความฝันของลูก โดยที่ยังไม่มีอะไรมาการันตีว่า ลูกชายคนนี้จะได้เป็นนักเตะอาชีพที่เกาะอังกฤษรึเปล่า โดยการมาอยู่ที่อังกฤษทาง เคฮิลล์ ก็ไปทดสอบฝีเท้ากับหลายๆสโมสรทั้งทีมในท้องถิ่นบ้าง หรือมีชื่อเสียงในระดับสามของลีกบ้าง จนสุดท้ายทีม มิลวอลล์ ไปเตะตาเด็กคนนี้เข้าจึงดึงมาอยู่ในอคาเดมี่ของทีม

ซึ่งสโมสร มิลวอลล์ ในขณะนั้นพวกเขาเป็นทีมในดีวิชั่นสามของอังกฤษ หรือในปัจจุบันเป็นทีมระดับที่นับต่อจาก พรีเมียร์ลีก, แชมเปี้ยนชิพ และ ลีกวัน นั่นเอง

ในปีที่สองของเขากับ มิลวอลล์ ในวัย 20 ปี เขาผลักดันตัวเองจนมาติดทีมชุดใหญ่ได้สำเร็จ และยิงได้ 6 ประตูกับ 36 นัดรวมทุกรายการ หลังจากนั้น ทิม เคฮิลล์ ถูกจับตามองจากหลายทีมที่ใหญ่ขึ้น และในฤดูกาล 1999-2000 เขายิงประตูให้กับ มิลวอลล์ ได้มากถึง 12 ประตู จนกลายเป็นดาวซัลโวของทีมไปในทันที และได้รับรางวัลนักเตะยอดเยื่ยมของสโมสร




ในฤดูกาลถัดมา ทิม เคฮิลล์ ยังเป็นนักเตะหลักของ มิลวอลล์ และทำได้ 9 ประตู ที่สำคัญในปีนั้นเขาพาต้นสังกัดเลื่อนชั้นสู่ดีวิชั่น 1 หรือแชมเปี้ยนชิพ ในปัจจุบัน หลังจากเขาเลื่อนสู่ แชมเปี้ยนชิพ ทิม เคฮิลล์ ทำฟอร์มได้ร้อนแรงมาก ยิงช่วยทีมไปถึง 28 ประตูกับ มิลวอลล์ ในสาม 3 ซีซั่นที่เลื่อนชั้นขึ้นมา และสองในสามช่วยให้ มิลวอลล์ ได้เข้ารอบเพลย์ออฟเลื่อนชั้นสองฤดูกาล ปี 2000 และปี 2002

ในปี 2004 เขาเป็นส่วนหนึ่งพา มิลวอลล์ ต้นสังกัดเข้าชิง เอฟเอคัพ ชิงดำกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แต่ก็ทำได้แค่รองแชมป์เพราะแพ้ต่อ แมนฯยู ถึง 3-0 แต่ในรอบก่อนหน้านั้น เคฮิลล์ เป็นคนยิงประตูชัยให้กับทีมจนผ่านเข้ารอบชิงได้ และนั่นเองเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้เขาโดนจับตาจากทีมในพรีเมียร์ลีก อังกฤษ หลายต่อหลายทีมเลยทีเดียว ข้อเสนอมากมายยื่นให้เขามาพิจารณาหลายฉบับ หนึ่งในนั้นคือสโมสร คริสตัล พาเลซ ที่เกือบจะได้ตัวเขามาร่วมทีมอยู่แล้ว แต่ดีลนี้ก็ล่มไปเพราะข้อตกลงบางอย่างที่ไม่ลงตัว

จนกระทั้งเป็นสโมสร ท็อฟฟี่ เอฟเวอร์ตัน อีกหนึ่งทีมดังในพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ได้ยื่นข้อเสนอต่อเข้ามาหลังรู้ว่าดีลกับ พาเลซ ล่มไปนั่นเอง และสุดท้ายทาง เอฟเวอร์ตัน ก็ประสบผลสำเร็จในการคว้ากองกลางดาวรุ่งรายนี้เข้ามาอยู่กับทีมได้ ถือเป็นการทดแทนนักเตะเก่าอย่าง เวนย์ รูนี่ย์ ที่ย้ายไป แมนฯยู นั่นเองในปีนั้น ปี 2004 ช่วงซัมเมอร์

ด้วยค่าตัวที่ย้ายมาจาก มิลวอลล์ นั้นอยู่ที่ 1.5 ล้านปอนด์ ทาง เคฮิลล์ ใช้เวลาในช่วงสั้นๆเท่านั้นที่ยิงประตูกับต้นสังกัดใหม่ได้ โดยเป็นเกมที่สองของฤดูกาล ที่เจอกับ แมนฯซิตี้ เขาเป็นคนโหม่งเบิกประตูแรกให้กับ เอฟเวอร์ตัน และเป็นประตูเดียวในเกมนั้นที่มีชัยเหนือ แมนฯซิตี้ คว้าสามแต้มเต็ม

ในซีซั่นแรกกับ เอฟเวอร์ตัน เคฮิลล์ ยิงประตูให้กับทอฟฟี่ไปมากถึง 11 ประตูใน 33 เกมที่ลงสนาม คว้าดาวซัลโวสูงสุดของสโมสรไปครอง ในปี 2004-05 และทีมจบในอันดับที่ 4 ของพรีเมียร์ลีกในปีนั้นด้วย ทำให้ เอฟเวอร์ตัน ได้เข้าไปเล่น แชมเปี้ยนลีก ในรอบคัดเลือก ในฤดูกาลถัดไปทันที แต่ทว่าสุดท้ายก็ตกรอบไปเพียงแค่รอบคัดเลือกที่แพ้ต่อ บียาร์เรอัล ทีมดัง ลาลีกา ไปในที่สุด






ใน 8 ซีซั่นของ เคฮิลล์ กับเอฟเวอร์ตัน เขายิงไปถึง 56 ประตู จาก 226 เกม หลังจากหมดสัญญา เขาคิดไตร่ตรองว่าจะโยกไปค้าแข้งยังฝั่ง อเมริกา เพราะอิ่มตัวในลีกอังกฤษแล้ว และที่หมายใหม่ของเข้าก็คือ นิวยอร์ก เรดบูลส์ อยู่ 3 ฤดูกาล ลง 62 เกม ยิงไป 14 ประตู ต่อด้วยสโมสรจีนกับ เซี่ยงไฮ้ เสิ่นหัว 2015-17 ลงเล่น 28 เกม ยิง 11 ประตู และถูก หางโจว กรีนทาวน์ ยืมใช้งาน 1 ฤดูกาล ลง 17 เกมยิง 4 ประตู สุดท้ายมาแขวนสตั๊ดที่เมลเบิร์น ซิตี้ ทีมลีกบ้านเกิด ที่วัยปาเข้าไป 38 ปี เป็นอันสิ้นสุดอาชีพค้าแข้งของแนวรุกจอมโหม่งทีมชาติ ออสเตรเลีย คนนี้

เกียรติประวัติ
มิลวอลล์
ฟุตบอลลีก ดิวิชั่น 2: 2000–01
รองแชมป์เอฟเอ คัพ: 2003–04
ฟุตบอลลีกโทรฟี รองชนะเลิศ: 1998–99
เอฟเวอร์ตัน
รองแชมป์เอฟเอ คัพ: 2008–09
นิวยอร์ค เร้ดบลูส์
แชมป์ลีก MLS: 2013
เซี่ยงไฮ้ เสิ่นหัว
รองแชมป์ เอฟเอ คัพ จีน : 2015
เมลเบิร์น ซิตี้
เอฟเอฟเอ คัพ ออสเตรเลีย : 2016
ทีมชาติ ออสเตรเลีย
เอเอฟซี เอเชียน คัพ : 2015
โอเอฟซีเนชันส์คัพ: 2004

images credit : https://londonnewsonline.co.uk/

images credit : https://www.planetfootball.com/

images credit : https://www.teamtalk.com/

images credit : https://www.liverpoolecho.co.uk/

images credit : https://www.thesun.co.uk/

images credit : https://www.espn.com/

images credit : https://www.theguardian.com/